หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552

โหลดสินค้าทำเงิน 50 ชิ้น/เดือนที่นี่

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับธุรกิจโฆษณาออนไลน์ ผมหวังว่าธุรกิจของเพื่อนๆจะประสบความสำเร็จไม่มากก็น้อยตามที่เพื่อนๆวางแผนกันไว้นะครับ ส่วนธุรกิจของผมนั้น ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับแนวทางและกลยุทธ์ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ โดยเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับอีเมลจากคุณ zTopAffiliateMarketer เกี่ยวกับโครงการที่ชื่อว่า Magic LIVE Amazon Products Club เว็บไซต์ที่ทำหน้าที่บริการค้นคว้า วิจัย วิเคราะห์ และพิจารณาเลือกสินค้าจาก Amazon.com โดยเฉพาะ (Affiliate Product หรือ Affiliate Program นั่นเอง) เพื่อช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลากับเงินทองในการค้นหาและทดสอบสินค้าด้วยตัวเอง

หลังจากที่ผมได้เข้าร่วมโครงการกับคุณ zTopAffiliateMarketer แล้ว ปัญหาต่างๆของผมก็หมดไป และตอนนี้ผมเองก็กำลังก้าวเข้าสู่ถนนแห่งความสำเร็จอย่างถูกต้องและเพิ่มโอกาสในการที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้นและเร็วขึ้นอีกด้วย ...สินค้าดังกล่าวช่วยงานผมได้เยอะมากและทำให้ผมมีเวลามากขึ้นที่จะพัฒนาและปรับปรุงธุรกิจของผมในส่วนอื่นๆ

ปัญหาส่วนใหญ่ของผมก็คือ
1. ขาดความรู้ ความชำนาญและประสบการณ์จริงในการค้นคว้า วิจัยและวิเคราะห์สินค้าหรือ Affiliate Programs ในเว็บไซต์ Amazon.com
2. มักจะเลือกสินค้าหรือ Affiliate Programs ผิดตัวเสมอๆ ทำให้ต้องประสบกับภาวะการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง
3. เสียเวลาและเงินทองอย่างมากมายในการลองผิดลองถูก สำหรับการเลือกและโฆษณาสินค้าที่มีอยู่นับล้านๆชิ้นใน Amazon.com
โหลดสินค้าทำเงินได้ที่นี่

ถ้าเพื่อนๆเป็นนักการตลาด Affiliate คนหนึ่งที่กำลังโฆษณาสินค้าจาก Amazon.com และประสบปัญหาเหมือนผม ผมขอแนะนำให้คุณเข้าร่วมโครงการ Magic LIVE Amazon Products Club เพื่อกำจัดปัญหาเหล่านั้นโดยเร็วที่สุด และเพื่อนๆจะได้ก้าวเข้าสู่ถนนแห่งความสำเร็จเหมือนผม

เพื่อนๆสามารถเข้าไปเรียนรู้แนวทางเบื้องต้นและสมัครเข้าร่วมกับผมได้ที่

โหลดสินค้าทำเงินที่นี่

โชคดีนะครับ

สวัดดีปีใหม่ 2010

สวัดดีปีใหม่ครับ 2010

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับยอดขายในเดือนธันวาคม กำลังจะผ่านไปแล้วนะครับ และสำหรับในปีต่อไป 2010 ได้วางแผนการทำ
Pay Per Click หรือ affiate กันอย่างไรบ้าง ส่วนผมนั้นก็ได้วางแผนไว้แล้วคือจะต้องทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมตัวไหนที่ทำแล้ว เคยผิดพลาดอะไรไปอย่างไร ก็จะปรับปรุงให้รอบคอบขึ้นกว่าเดิมครับ
หรือคนที่เคยขายของแล้วรู้สึกว่า ขาดทุนขายไม่ได้ดังใจปีนี้ก็ปรับกันใหม่ทำให้ดีขึ้น เพราะว่าคนที่เข้ามาทำธุรกิจมีเยอะมากและเพิ่มขึ้นมากในทุกๆปีด้วย เพราะฉะนั้นจะทำอะไรก็ให้วางแผนให้รอบคอบก่อนทำนะครับ

ผมหวังว่าปีใหม่นีุ้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคนคงจะสบายดี และขอให้สบายดีในปีต่อๆไปนะครับ
และขอให้ประสบความสำเร็จในทุกธุรกิจที่ทำด้วยนะครับ

โชคดีปีใหม่ครับ

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ประวัติวันคริสต์มาส

คริสต์มาส คือ การฉลองการบังเกิดของพระเยซูที่เราเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษา อังกฤษ Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" คำว่า" Christes Maesse" พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษในปี 1038 และคำนี้ก็ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas

ในภาษาไทย "คริสต์มาส" ก็มีความหมายเช่นกัน คำว่า "มาส" แปลว่า"เดือน" เทศกาลคริสต์มาสจึง เป็นเดือนที่เราระลึกถึงพระเยซูคริสตเจ้าเป็นพิเศษ คำว่า"มาส" คือ"ดวงจันทร์" ตีความหมายในภาษาไทยคือพระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก เหมือนดวงจันทร์เป็นความ สว่างในตอน กลางคืน

Merry X'mas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณแปลว่า"สันติสุขและความสงบทางใจ" คำ นี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศกาล คริสต์มาส ชาวไทยฉลอง"เฉลิมพระชนม์พรรษา" วันที่ 5 ธันวาคมเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระมหากษัตริย์ ทุกปีชาวโรมันมีการระลึกถึงการสมภพของพระเจ้าจักรพรรดิ คนท้องถิ่นอื่นก็ระลึกถึง และเฉลิมฉลองวันเกิดของกษัตริย์หรือผู้ปกครองบ้านเมืองของตนด้วยความยินดี แม้แต่ชาวยิวในสมัยของ พระเยซูเอง ก็ฉลองการเกิดของกษัตริย์ เฮรอด เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่ชาวคริสต์ สมัยโบราณถือเอาประเพณีของชนในท้องถิ่นนั้น มาประยุกต์เข้ากับศาสนา โดยจัดให้มีการฉลองเพื่อระลึก ถึงการบังเกิดของพระเยซูที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้ทรงเกียรติเลอเลิศ ประเพณี นี้ ได้เริ่มมาจากรุงโรมในศตวรรษ ที่ 4 และ ค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป
เรา จะเห็นได้ว่าวันคริสต์มาสเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เพื่อเป็นการระลึกถึงวันที่พระบุตรของพระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์เป็นพระเจ้า ที่จะอยู่กับเราตลอดไปเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ เป็นพี่หัวปีที่จะนำมนุษย์ทั้งมวลไปสู่พระบิดาเจ้า พระองค์เป็นความสำเร็จบริบูรณ์ ตามคำ สัญญาของพระเจ้าที่จะดูแลป้องกันรักษาเราผู้เป็นประชากรของพระองค์ เราเป็นเหมือนลูกแกะที่หายไป แต่พระเยซูเป็นชุมพาบาลใจดี ที่ ตามหาเราจนพบ และจะไม่มีอะไรที่จะแยกเรากับพระองค์ได้อีกเลย มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหนจะรวยหรือจน คนศรัทธาหรือ คนบาป ล้วนมีความสำคัญต่อหน้าพระเจ้าเสมอ เพราะตั้งแต่การเสด็จมาบังเกิดของพระเยซูนั้น พระเป็นเจ้าพระบิดา ทรงเห็นพระฉายา ลักษณ์ของพระบุตรในมนุษย์ทุกคน เราก็เช่นเดียวกัน เราต้องรักซึ่งกันและกันเหมือนอย่างที่เรารักพระเจ้า มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าคนเหล่านั้น จะเป็นคนยากจน คนต่างชาติ หรือคนที่วางตัวเป็นศัตรูกับเรา"เขาจะรักพระเจ้าที่เขามองไม่เห็นได้อย่างไร ถ้าเขาไม่รักพี่น้องที่มองเห็นได้" นี่แหละเป็นพระดำรัสที่พระเยซูประทานแก่เรา คนที่รักพระเจ้าต้องรักพี่น้องของตนด้วย

ต้นคริสต์มาส ในสมัยโบราณหมายถึงต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากินและทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า ตั้งแต่ ศตวรรษที่11 ชาวคริสต์แสดงละครที่หน้าวัด ถึงความหมายของคริสต์มาสและเอาตันไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อประดับฉาก แสดงถึง บาปกำเนิดของอาดัมและเอวาต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่ายที่สุดในประเทศเหล่านั้น การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปีจนถึงศตวรรษที่15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่น เหมือน ลิเกล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง และศาสนาซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง

ชาว บ้านรู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆแบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของ ตน โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน เพราะต้นไม้เป็นจุดเด่นในลานวัด ที่เขาเคยร่วมสนุกกัน จากนั้นก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ลและแขวนแผ่นขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหา สนิท ซึ่งก็มีวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็กลายเป็นขนมและของขวัญ อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

แม้ว่าประเพณีการตั้งต้นคริสต์มาสมีความเป็นมาดังกล่าว ชาวคริสต์ในสมัยนี้ก็ยัง นิยมทำกันอยู่ เพราะเห็นว่ามีความหมายถึงพระเยซู ผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิต ที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล ซึ่งหมายถึงนิรันดรภาพของพระเยซู และนอกจากนั้น ยังหมายถึงความสว่าง ของพระองค์เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด ทั้งยัง หมายถึงความชื่นชมยินดีและความสามัคคีที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้น เป็นจุดรวมของครอบครัวในเทศกาลนั้น

ซานตาครอส เป็นจุดเด่นหรือสัญลักษณ์ที่เด็กและผู้คนนิยมกันมากที่สุดในเทศกาลคริสต์มาส แต่ที่จริง ซานตาครอสแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย ชื่อซานตาครอส มาจากนักบุญ นิโคลาส เป็นนักบุญ ชาวฮอลแลนด์นับถือเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเด็กๆ นักบุญองค์นี้เป็นสังฆราช ของ ไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่4 เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษา ประเพณีนี้ไว้ คือฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะ มาเยี่ยม เด็กๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ก็รู้สึกอยากมีส่วนร่วม ในประเพณีแบบนี้บ้างเพื่อรับของขวัญ ประเพณี นี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและ แพร่หลายไปในอเมริกา โดย มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ ชื่อนักบุญนิโคลาสก็เปลี่ยน เป็นซานตาคลอส และแทนที่จะเป็น สังฆราชซึ่งเป็นนักบุญองค์นั้นก็กลายเป็น ชายแก่ที่อ้วนใส่ชุดสีแดงอาศัย อยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อน เป็นยานพาหนะมีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมา ทางปล่องไฟของบ้าน เพื่อเอาของขวัญมาให้ เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติ ของเขา
ลักษณะภายนอกของซานตาคลอสที่ถูกสมมติขึ้นนี้ เหมือนกับจะลอกเลียนแบบมาจาก Thor ซึ่งเป็น เทพเจ้า ในนิยายโบราณของเยอรมัน และ ลอกเลียนแบบนักบุญนิโคลาส ที่นำของขวัญมาแจกเด็กๆ อันที่จริง ซานตาคลอส เป็นรูปแบบที่น่ารัก เหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็กๆ เชื่อ แต่ อาจจะทำให้คน ทั่วไปหันมาสนใจ ให้ความสำคัญในตัวนิยายนี้ แทนการบังเกิดของพระ เยซู ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลาง ของเทศกาลคริสต์มาสนี้

การร้องเพลงคริสต์มาส
เพลงคริสต์มาสที่เรานิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศอังกฤษเป็น ส่วนใหญ่ เพลงที่มีเสียงมากได้แก่ Silent Night, Holy Night เป็นภาษาไทยว่า "ราตรีสวัสดิ์ ราตรีสกัด" ความเป็นมาของเพลงนี้คือ วันก่อนวัน คริสต์มาส ของปี ค.ศ. 1818 คุณพ่อ Joseph Mohr เจ้าอากาสวัดที่ Oberndorf ประเทศออสเตรเลีย ได้ข่าวว่าออร์แกน ในวัดเสีย ทำให้วงขับไม่สามารถ ร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ คุณพ่อเองตั้งใจจะแต่งเพลงคริสต์มาส หลังจากแต่งเสร็จก็เอาไปให้เพื่อน คนหนึ่งชื่อ Franz Gruber ที่อยู่หมู่บ้านใกล้ เคียงใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั้นเอง สัตบุรุษ วัดใกล้ก็ได้ฟังเพลง Silent Night เป็นครั้ง แรก โดยการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็น เพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก

การทำมิสซาเที่ยงคืน เมื่อ พระสันตะปาปาจูลีอัสที่1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) แล้วในปี นั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม ยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ พอไปถึงก็เป็น เวลาเที่ยงคืน พระสัน ตะปาปาก็ทรงถวายบูชา ณ ที่นั้น เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พักเป็นเวลาเช้ามืดราวๆ ตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ก็ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไป พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อ สัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระ สันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติ ของพระองค์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมี ธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ใน โอกาสวันคริสต์มาสเช่นเดียวกัน

เทียนและพวงมาลัย ในสมัยก่อนมีกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในเยอรมัน ได้เอากิ่งไม้มาประกอบ เป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้นในตอน กลางคืนของวันอาทิตย์ แรกของเทศกาลเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัวจะมารวมกัน ดับไฟ แล้วจุดเทียนเล่มหนึ่ง สวด ภาวนาและร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกัน เขาจะทำดังนี้ทุก อาทิตย์จนครบ 4 อาทิตย์ก่อน คริสต์มาส ประเพณีนี้เป็นที่นิยม และแพร่หลายในที่หลายแห่ง โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งต่อมา มีการเพิ่ม โดยเอาพวงมาลัยพร้อมกับเทียนที่จุดไว้ตรง กลาง 1 เล่มไป แขวนไว้ที่หน้าต่างเพื่อช่วย ให้คนที่ผ่าน ไปมา ได้ระลึกถึงการเตรียมตัวรับวันคริสต์มาสที่ใกล้เข้ามา และพวงมาลัยนั้นยังเป็น สัญลักษณ์ที่คน สมัยโบราณใช้หมายถึงชัยชนะ แต่ในที่นี้หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างครบ บริบูรณ์ตามแผนการณ์ ของพระเป็นเจ้า

และสินค้า
Top 12 Toys for Christmas 2009 ลองดูกันนะครับ


http://www.mthai.com/scoop/christmas/

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ฟังเพลงแก้เคลียดกัน

วันนี้มาฟังเพลง ดูอะไรๆแก้เคลียดกันดีกว่านะครับ หลังจากที่ ทำ ppc กันมาพอสมควร ปีหน้าค่อยวางแผนกันต่อ สวัดดีปีใหม่ครับ







วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สุดยอด โปรแกรมแปลภาษาจาก Microsoft

สุดยอดเครื่องมือแปลภาษาจาก Microsoft เป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมาได้สุดยอดทีเดียวถ้าใครได้เคยลองใช้แล้วก็จะรู้ว่า มันยอดเยี่ยมขนาดไหน และเครื่องมือนี้ก็เป็นเครื่องมือฟรี ที่เราสามารถนำเอาโค๊ต ใน Microsoft ไปวางในเว็บหรือบล็อกของเราได้ทันทีเราต้องการแปลเป็นภาษาอะไร ก็เลือกได้เลยนะครับ มี 21 ภาษาหลัก เช่น

. Arabic

· Chinese (Simplified & Traditional)

· Dutch

· French

· German

· Italian

· Japanese

· Korean

· Polish

· Portuguese

· Russian

· Spanish

เป็นต้น และเราเลือกสีได้ 10 สี ตามต้องการ ครับ

ถ้าเราต้องการให้เว็บ บล็ฺอก ของเราเป็นภาษาอะไรก็เพียง เลือกภาษาตามที่เราต้องการซึ่งจะปรากฏอยู่ข้างบนให้เราเลือกได้ครับ

นี้ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ไม่แพ้เครื่องมือแปลของ google เลย หลังจากนั้นก็เข้าไปที่

www.microsofttranslator.com

กรอกเว็บ บล็อก ของเราลงไปใน : Site address

และเลือกภาษา เลือก สี ตามต้องการ: เช่น ภาษาไทย , สีเหลือง เป็นต้น

แล้วเราก็จะไ้ด้โค๊ตตามตัวอย่าง ดังนี้

www.microsofttranslator.com

แล้วไปวางที่บล็อกของเราได้เลย วางไว้ที่ขอบด้านขวาหรือซ้ายมือก็ได้ แล้วเครื่องมือแปลก็จะปรากฏอยู่ที่หัวบนสุด แล้วเลือกภาษาที่จะแปลบล๊อกหรือเว็บเราได้เลยครับ

ลองไปใช้ดูนะครับ

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Cyber Monday 2009

เป็นอย่างไรบ้างครับกับการโฆษณาช่วงสิ้นปี
วันนี้ก็เข้าสู่ Cyber Monday ที่ 3 แล้วนะครับ ก็ขอให้สินค้าทุกตัวที่ทำโฆษณาอยู่ ยังขายและทำกำไรได้เรื่อยๆนะครับ

สำหรับในปี 2009 นี้ จำนวนคนซื้อสินค้าและยอดขายโดยรวมของสินค้า
ออนไลน์ก็ดีขึ้นกว่าปี 2008 มากพอสมควรครับ โดยเรามาดูสถิติที่น่าสนใจในช่วง Black Friday และ Cyber Monday ของปี 2009 กันเลยดีกว่าครับ

1. ราคาเฉลี่ยในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ต่อคนในวัน Black Friday ปี 2009 คือ คนละ $179.19 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ $126.04 อยู่ 35% (ข้อมูลจาก Coremetrics)

2. คนสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ในวัน Black Friday เฉลี่ยแล้วประมาณ 5.4 ชิ้นต่อคน เพิ่มขึ้นจาก 4.56 ชิ้นต่อคนในปี 2008 คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็คือ สั่งซื้อเพิ่มขึ้นมาอีก 18% (ข้อมูลจาก Coremetrics)

3. กลุ่มสินค้าปลีกที่ขายออนไลน์ได้มากที่สุดคือ Apparel and Jewelry โดยเม็ดเงินที่ใช้จับจ่ายซื้อสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึง 25% (ข้อมูลจาก Coremetrics)

4. เว็บไซต์ขายปลีกที่มีคนเข้ามาดูสินค้ามากที่สุดในวัน Cyber Monday คือ Amazon โดยมียอดคนเข้าเว็บไซต์เพิ่มขึ้น 44% จากปีที่แล้ว คิดเป็น 15.53% ของคนที่เข้าเว็บไซต์ขายปลีกทั้งหมด โดยที่สองและสามเป็นของ Walmart และ Target ตามลำดับ (ข้อมูลจาก HitWise)




5. สินค้าที่ขายดีที่สุดในเว็บไซต์ Amazon คือ Wireless Kindle e-Reader โดยนาย Craig Berman โฆษกของ Amazon บอกว่า เดือนพฤศจิกายนปีนี้เป็นเดือนที่มียอดขาย Kindle สูงที่สุด ตั้งแต่เริ่มขาย Kindle มาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว

6. คนอเมริกันจำนวน 96.5 ล้านคน วางแผนว่าจะซื้อสินค้าออนไลน์ในวันจันทร์ ซึ่งเพิ่มจากปีที่แล้วที่มีเพียง 85 ล้านคนเท่านั้น (ข้อมูลจาก National Retail Federation)

7. ในวัน Cyber Monday มีคนเข้าไปแวะเวียนดูตามเว็บไซต์ขายของต่างๆ โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 4.6 ล้านคนต่อนาที ซึ่งในช่วงเวลาบ่ายๆ มีคนเข้าสูงสุดถึง 7.6 ล้านคนต่อนาทีเลยทีเดียวครับ (ข้อมูลจาก Akamai)



จากข้อมูลต่างๆ ที่ผมนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ ก็จะสรุปได้ในช่วงเวลานี้และ
อีกหลายปีข้างหน้า ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร แต่ยอดขายสินค้า
ออนไลน์ก็ยังคงมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ และเราซึ่งเป็นนักการตลาด
ออนไลน์ ก็ควรจะวางแผนทำโฆษณา เพื่อรองรับอัตราการเติบโตนี้ให้ทัน
โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ของทุกปีที่คนจะเข้ามาซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุดครับ



ขอให้มีความสุขนะครับ

ตราวุทธิ์

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มุมมองการขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร

สวัดดีครับทุกคน
สำหรับการขายสินค้าออนไลน์นั้น สำหรับในปัจจุบันนี้ไม่เหมือนเมื่อประมาณ 3 ปีหลังไปโน้นนะครับ ซึ่งปัจจุบันนี้ขายสินค้าค่อนข้างยากกว่าแต่ก่อนมากพอสมควร เพราะทุกวันนี้มีคนหันมาโฆษณาสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากทุกวัน และเลิกไปก็มากเช่นเดียวกัน แต่ที่ยังทำอยู่ก็ยังมีมากขึ้นเรื่อยๆอยู่ และการแข่งขันขายสินค้าออนไลน์ก็ย่อมดุเดือดมากขึ้นมากเช่นกัน และการที่เราจะขายอะไรนั้นเราต้องสำรวจความต้องการของตลาดก่อนนะครับว่า
  • ตลาดมีความต้องการมากน้อยแค่ไหนเพียงไร
  • สินค้่าที่จะเสนอขายเป็นอย่างไร มีอะไรน่าสนใจบ้าง
  • มีส่งฟรีไหม มีส่วนลดไหม ราคาถูกหรือแพงกว่าคู่แข่ง
  • ถ้าถูกๆกว่าเพราะอะไร แพงๆกว่าเพราะอะไร
  • สำรวจคู่แข่ง ต้องรู้คู่แข่งที่เขาขายสินค้าเหมือนเราหรือใกล้เคียงกับเรา ว่าเขามีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง
  • เพื่อที่เราจะได้เอาชนะคู่แข่ง เพื่อดึงลูกค้ามาซื้อสินค้ากับเราครับ ดังที่ว่า " รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง"
  • รูปแบบการเสนอขายเป็นอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะดึงคนให้มาเข้าเว็บเราเยอะ หรือซื้อสินค้าของเราเยอะๆ
  • และอื่นๆอีกมากมายครับ

ฉะนั้นการที่จะขายสินค้าต้องวางแผนให้รอบคอบก่อนทุกครั้ง ก่อนที่เราจะขายสินค้า และไม่ควรที่จะใจร้อนเกินไป และตั้งเป้าหมาย ประเมินผล อาจจะรายวัน รายเดือน หรือรายปี ก็สรูปอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะรูปแบบการทำ ppc ก็จะทำให้เรารู้ว่า สินค้าที่เรานำเสนอไปนั้นทำกำไรให้เราวันไหน ช่วงไหนเดือนไหน เวลาอะไร
เพื่อที่เราจะได้บันทึกรายละเอียดต่างๆไว้ ในการทำโฆษณาขายสินค้าในปีต่อไปครับ

โดยเฉพาะช่วงปลายปีถือว่าเป็นช่วงที่นักธุรกิจออนไลน์ทำเงินได้มากที่สุดและขายได้มากที่สุดในเดือน ตุลา - ธันวา เพราะในช่วงนี้จะมีเทศกาลต่างๆมากและมีการลดสินค้ามากด้วยนะครับ

โชคดีทุกคนครับ

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เดือน เวลา ที่ทำเงินให้กับเรามากที่สุด ?

สวัดดีครับ เพื่อนๆทุกคนสำหรับวันนี้เราก็มาศึกษาดูว่า ช่วงเวลาไหน เดือนไหน ที่ทำเงินให้กับนักธุรกิจออนไลน์อย่างพวกเรามากที่สุด

สำหรับในทาง ยุโรปนั้นช่วงปลายปี หรือประมาณ ตุลา ถึง ธันวา เป็นช่วงที่ทำเงินให้กับนักธุรกิจออนไลน์มากที่สุดครับ ในรอบปี เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมในการขายสินค้าตั้งแต่ ต้นเดือน ตุลากันเลยทีเีดียว เพื่อเป็นการทดสอบดูสินค้าว่าตัวไหนขายได้บ้างไม่ไ้ด้บ้าง อาจจะใช้เวลานานหน่อยในการทดสอบสินค้าบางตัว ถ้าเราทดสอบดีแล้วพอถึงเดือนทีึ่ต้องทำเงินจริงๆเราก็ไม่ต้องทดสอบสินค้าเหล่านั้นอีกแล้ว เพราะเราได้ผ่านการทดสอบมาแล้วและรู้แล้วว่าตัวไหนทำกำไรบ้าง ถูกไหมครับ

ส่วนช่วงเวลาที่ทำเงินให้กับเรามากที่สุดเท่าที่ผมขายได้จะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 11-15.00 น. ตามเวลาในประเทศทางฝังยุโรปหรืออเมริกา ถ้าเป็นประเทศทาง อังกฤษ เยอรมัีน ฝรั่งเศษ ก็จะประมาณนี้ครับเป็นช่วงเวลาที่ขายได้ดีทีีสุด แล้วถ้าเป็นที่บ้านเราก็ตรงกับเวลาประมาณ 18-24.00น. ซึ่งที่บ้านเราจะเร็วกว่าประมาณ 6 ชั่วโมง หวังว่าคงได้้ช่วงเวลาที่ทำเงินแล้วนะครับ

ส่วนช่วงเดือนที่ขายดีอันดับ 2 คือ เดือน พฤศจิกายน อันดับหนึ่งคือเดือน ธันวาคม เป็นช่วงที่เราต้องโกยเงินให้ได้มากที่สุด เพื่อไปวางแผนในการทำโฆษณาสู้กันต่อไปในปีหน้า และวันที่ผมพิมพ์อยู่นี้ก็เป็นเดือนธันวาคม ใครที่มีงบไม่มากก็พยายามทำให้โฆษณาของเราแสดงได้ตลอดทั้งเดือนไม่ต้องไปลงมากก็ได้เดี๋ยวเงินหมดจะหาว่าไม่เตือนนะครับ เดี๋ยวจะโฆษณาไม่ได้

อีกอย่างที่จะต้องระวังสำหรับคนที่ทำ ppc ก็คืออย่าให้ google adwords หรือ msn, yahoo, แบนนะครับ
ไม่ใช่้ว่าทำไปได้สักพักกำลังได้กำไรอย่างต่อเนื่องอยู่เลย แล้วโดนแบนมา แล้วมาแบนช่วงที่ขายของได้มากๆอย่างนี้ หมดกันเลยนะครับ เ้พราะว่าสมัครใหม่ก็ยากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นต้องระวังให้ดีและโกยกำไรกันอย่างต่อเนื่องในช่วงท้ายปีนี้นะครับ

ขอให้ทุกคนจงประสบความสำเร็จนะครับ

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

"คริสต์มาส" คือ อะไร?


"คริสต์มาส" คือ อะไร?


วันคริสต์มาส คือ การฉลองวันประสูติของพระเยซูผู้เป็นศาสดาสูงสุด ของชาวคริสต์ทั่วโลกเป็นวันฉลอง ที่มีความสำคัญ และมีความหมายมากที่สุดวันหนึ่ง เพราะชาวคริสต์ถือว่า พระเยซู มิใช่เป็น แต่เพียงมนุษย์ ธรรดาๆ ที่มาเกิดเหมือนเด็กทั่วไป แต่พระองค์เป็นบุตรของพระเจ้าผู้สูงสุด และมี พระธรรมชาติเป็น พระเจ้า และเป็นมนุษย์ในพระองค์เอง การบังเกิดของพระองค์ จึงเป็นเหตุการณ์ พิเศษ ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน

ประวัติการประสูติพระเยซูเจ้า

ในเวลานั้น จักรพรรดิออกัสตัส รับสั่งให้ราษฎรทุกคน ในอาณาจักรโรมัน ไปลงทะเบียนสำมะโน ประชากร โยเซฟและมารีย์ ซึ่งมีครรภ์แก่ จึงต้องเดินทาง ไปยังเมืองเบธเลเฮม อันเป็นเมืองที่ กษัตริย์ ดาวิดประสูติ พอดีถึงกำหนด ที่มารีย์จะคลอดบุตร เธอก็ได้ คลอดบุตรชายหัวปี เธอเอาผ้าพันกาย พระกุมารแล้ว วางไว้ใน รางหญ้า เนื่องจากตามโรงแรมไม่มีที่พักเลย คืนนั้น ทูตสวรรค์ของ พระเจ้า ปรากฎแก่ พวกเลี้ยงแกะ พวกเขาตกใจกลัวมาก แต่ทูตสวรรค์ปลอบ พวกเขาว่า "อย่ากลัวไปเลย เพราะ เรานำข่าวดีมาบอก คืนนี้เอง ในเมืองของ กษัตริย์ ดาวิด มีพระผู้ช่วยให้รอดประสูติ พระองค์นั้นเป็น พระคริสต์พระเป็นเจ้า นี่จะเป็น หลักฐานให้พวกท่านแน่ใจคือ พวกท่านจะพบพระกุมาร มีผ้าพันกาย นอนอยู่ในรางหญ้า" ทันใดนั้น มีทูตสวรรค์อีกมากมาย ร้องเพลง สรรเสริญ พระเจ้าว่า " Gloria in Excelsis Deo ขอเทิด พระเกียรติพระเจ้า ผู้สถิตย์ในสวรรค์ ชั้นสูงสุด สันติสุขบนพิภพ จงเป็นของผู้ที่พระองค์ทรง พอพระทัย



ทำไมจึงฉลองคริสต์มาสวันที่ 25 ธันวาคม?


ามหลักฐานในพระคัมภีร์ (ลก.2:1-3) บันทึกไว้ว่าพระเยซูเจ้าบังเกิด ในสมัยที่จักรพรรดิซีซ่าร์ออกัสตัส ให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้ง แผ่นดิน โดยมีคีรินิอัส เป็นเจ้าครองเมืองซีเรีย ซึ่งในพระคัมภีร์ ไม่ได้ บอกว่า เป็นวัน หรือเดือนอะไร แต่นักประวัติศาสตร์ให้เหตุผลว่า ทื่คริสตชน เลือกเอาวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันฉลองคริสต์มาส ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมา เนื่องจาก ในปี ค.ศ. 274 จักรพรรดิเอาเรเลียน ได้กำหนดให้วันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันฉลอง วันเกิดของสุริยเทพ ผู้ทรงพลัง ชาวโรมันฉลองวันนี้อย่างสง่า และถือเสมือนว่า เป็นวันฉลอง ของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะพระจักรพรรดิ ก็เปรียบเสมือน ดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ คริสตชนที่อยู่ในจักรวรรดิ โรมันรู้สึกอึดอัดใจที่จะฉลอง วันเกิดของสุริยเทพ ตามประเพณีของ ชาวโรมัน จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 330 จึงเริ่มมีการฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการ และ อย่างเปิดเผย เนื่อง จากก่อนนั้น มีการเบียดเบียนศาสนาอย่างรุนแรง (ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 64-313) ทำให้คริสตชนไม่มีโอกาสฉลองอะไรอย่างเปิดเผย

ความสำคัญของวันคริสต์มาส

คริสต์มาส เป็นวันที่มีความสำคัญอย่างยิ่งวันหนึ่ง ในศาสนาคริสต์ มิใช่เป็นวันสำคัญฝ่ายร่างกาย จัดงาน รื่นเริงภายนอกเท่านั้น ซึ่งเป็นแต่เพียงเปลือกนอก ของการฉลองคริสต์มาส แต่แก่นแท้อยู่ที่ ความรัก ของพระเจ้าที่ มีต่อโลกมนุษย์ นั่นคือ พระเจ้าทรงรักมนุษย์ มากจน ถึงกับยอมส่งพระบุตรแต่องค์เดียว ของพระองค์ ให้มาเกิดเป็น มนุษย์ มีเนื้อหนังมังสา ชื่อว่า "เยซู" การที่พระเจ้าได้ถ่อมองค์และเกียรติ ลงมาเกิด เป็นมนุษย์ เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น จากการเป็นทาส ของความชั่ว และบาปต่างๆ นั่นเอง ดังนั้น ความสำคัญของวันคริสต์มาส จึงอยู่ที่การฉลองความรัก ที่พระเจ้ามีต่อโลกมนุษย์ อย่างเป็นจริง เป็นจัง และเห็นตัวตนในพระเยซูคริสต์ ที่มาเกิดเป็นมนุษย์ มากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น


การร้องเพลงคริสต์มาส

เพลงคริสต์มาสที่เรานิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศอังกฤษเป็น ส่วนใหญ่ เพลงที่มีเสียงมากได้แก่ Silent Night, Holy Night เป็นภาษาไทยว่า "ราตรีสวัสดิ์ ราตรีสกัด" ความเป็นมาของเพลงนี้คือ วันก่อนวัน คริสต์มาส ของปี ค.ศ. 1818 คุณพ่อ Joseph Mohr เจ้าอากาสวัดที่Oberndorf ประเทศออสเตรเลีย ได้ข่าวว่าออร์แกน ในวัดเสีย ทำให้วงขับไม่สามารถ ร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ คุณพ่อเองตั้งใจจะแต่งเพลงคริสต์มาส หลังจากแต่งเสร็จก็เอาไปให้เพื่อน คนหนึ่งชื่อ Franz Gruber ที่อยู่หมู่บ้านใกล้ เคียงใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั้นเอง สัตบุรุษ วัดใกล้ก็ได้ฟังเพลง Silent Night เป็นครั้ง แรก โดยการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็น เพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก


เทียนและพวงมาลัย

ในสมัยก่อนมีกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในเยอรมัน ได้เอากิ่งไม้มาประกอบ เป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้นในตอน กลางคืนของวันอาทิตย์ แรกของเทศกาลเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัวจะมารวมกัน ดับไฟ แล้วจุดเทียนเล่มหนึ่ง สวด ภาวนาและร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกัน เขาจะทำดังนี้ทุก อาทิตย์จนครบ 4 อาทิตย์ก่อน คริสต์มาส ประเพณีนี้เป็นที่นิยม และแพร่หลายในที่หลายแห่ง โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งต่อมา มีการเพิ่ม โดยเอาพวงมาลัยพร้อมกับเทียนที่จุดไว้ตรง กลาง 1 เล่มไป แขวนไว้ที่หน้าต่างเพื่อช่วย ให้คนที่ผ่าน ไปมา ได้ระลึกถึงการเตรียมตัวรับวันคริสต์มาสที่ใกล้เข้ามา และพวงมาลัยนั้นยังเป็น สัญลักษณ์ที่คน สมัยโบราณใช้หมายถึงชัยชนะ แต่ในที่นี้หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างครบ บริบูรณ์ตามแผนการณ์ ของพระเป็นเจ้า


ทำมิสซาเที่ยงคืน

เมื่อพระสันตะปาปาจูลีอัสที่1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) แล้วในปี นั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม ยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ พอไปถึงก็เป็น เวลาเที่ยงคืน พระสัน ตะปาปาก็ทรงถวายบูชา ณ ที่นั้น เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พักเป็นเวลาเช้ามืดราวๆ ตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ก็ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไป พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อ สัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระ สันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติ ของพระองค์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมี ธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ใน โอกาสวันคริสต์มาสเช่นเดียวกัน


ซานตาครอส

ตัว จริงของซานตาครอสคือนักบุญนิโคลัสซึ่งเป็นบาทหลวงในตุรกีช่วงคริสต์ศตวรรษ ที่สี่ ผู้ขึ้นชื่อในเรื่องความใจดีโดยเฉพาะกับเด็กๆ ต่อมาท่านเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วฮอลแลนด์ในชื่อ "ซินเตอร์คลาส" ราวค.ศ.1870 ชาวอเมริกันเรียกชื่อเพี้ยนไปเป็น"ซานตาคลอส" ตั้งแต่แรกจนถึงค.ศ. 1890 ภาพของซานตาคลอสเป็นชายร่างผอมสูงสวมชุดสีเขียว หรือน้ำตาลสลับแดง เจนนี ไนสตรอม ศิลปินชาวสวีเดน เป็นผู้คิดค้นรูปลักษณ์ของซานตาครอสอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน โดยวาดภาพลงในบัตรอวยพรคริสต์มาส ภาพเหล่านี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เมื่อชาวสวีเดนอีกคนชื่อ แฮดดอน ซันด์บลอม นำภาพวาดของไนสตรอมสวมชุดขาว









ที่มา http://www.thainewyork.com/find-420.html

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จกับ ppc ?

เป็นอย่างไรบ้างครับ สบายดีกันหรือเปล่าครับ ธุรกิจโฆษณาออนไลน์ผ่าน Pay Per Click เป็นอย่างไรบ้างครับ ผมหวังว่าคุณ คงมีแผนงานที่ต้องทำเยอะ และใกล้ความสำเร็จของคุณทุกๆ วันนะครับ



อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับอีเมลสอบถามเกี่ยวกับ ทำอย่างไรดีถึงจะประสพความสำเร็จและสร้างรายได้จากเดิม 2-3 เท่าในแต่ละปี ซึ่งคำตอบของผมสั้นๆ ก็คือ ทำทุกอย่างเท่าที่คุณจะทำได้เพื่อช่วยให้คุณประสพความสำเร็จและก้าวสู่เส้นทางของความสำเร็จทุกวันครับ



ฟัง ดูง่าย แต่เวลาทำจริงๆ แล้วหลายคนคิดไม่ออก หรือว่ามองไม่เห็นภาพรวมว่าควรทำอย่างไร ซึ่งวันนี้ผมจะขอนำเสนอวิธีคิดและแนวทางที่คุณควรนำไปใช้ เพื่อให้คุณก้าวสู่ความสำเร็จใกล้ขึ้นทุกๆ วัน ดังต่อไปนี้ครับ



1. มองการณ์ไกลให้มากขึ้น - หลายคนมีวิสัยทัศน์ที่แคบเกินไป ตัวอย่างเช่น เริ่มโฆษณาและก้าวสู่ธุรกิจนี้ได้ไม่ถึง 3 เดือน โฆษณาแคมเปญสินค้าต่างๆ มากถึง 5 แคมเปญ คิดคีย์เวิร์ดนับร้อยๆ แต่ไม่สามารถทำกำไรได้เลย จึงล้มเลิกไปในที่สุด...คุ้นๆ หรือไม่ครับ??? ผม เองก็เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน แต่พอเปลี่ยนมุมมองใหม่ มองให้ไกลขึ้นทำให้ชีวิตดีขึ้น และทำให้เห็นโอกาสมากขึ้น เช่น ลองมองภาพรวม ว่า ในแต่ละปีคุณจะสร้างแคมเปญโฆษณาเท่าไร มีเป้าหมายว่าจะทำกำไรจากแคมเปญโฆษณาเท่าไร มีแผนงานใน 1 ปีที่จะช่วยสร้างผลกำไรมากกว่าเดิม 2-3 เท่าอย่างไร เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณพัฒนาความคิด และมองเห็นโอกาสมากขึ้น...คำถามเศรษฐีเงินล้านครับ.... คุณจะทำกำไรมากเป็น 2-3 เท่าจากแคมเปญโฆษณาที่คุณโฆษณาอยู่ภายใน 1 ปีได้อย่างไร??? ถ้าคุณตอบคำถามนี้ได้ คุณจะเห็นเงินล้านอย่างแน่นอนครับ!



2. มุ่งมั่นใส่ใจกับ Winning Rate, Average Return และ Maximum Loss - จากประสพการณ์ที่ผ่านมาของผม พบว่า ค่าสถิติทั้งสามตัวคือ Winning Rate, Average Return และ Maximum Loss มี ความสำคัญมาก ค่าเหล่านี้บ่งบอกถึงความสำเร็จของคุณได้อย่างชัดเจน และช่วยให้คุณเห็นจุดที่ควรจะพัฒนา โดยผมมีคำนิยามดังต่อไปนี้ครับ

- Winning Rate คือ อัตราความสำเร็จของแคมเปญโฆษณาที่ทำกำไรให้กับคุณ เช่น คุณโฆษณาทั้งหมด 100 แคมเปญใน Google AdWords ปรากฏว่ามีจำนวน 40 แคมเปญโฆษณาที่ทำกำไรได้ และให้ผลตอบแทนมากกว่า 0% ดังนั้นค่า Winning Rate ของคุณจะเท่ากับ 40%

- Average Return คือ อัตราค่าเฉลี่ยของแคมเปญโฆษณาที่คุณโฆษณาและทำกำไรได้ เช่น จาก 40 แคมเปญโฆษณาทั้งหมด ปรากฏว่า แต่ละแคมเปญโฆษณาให้ผลตอบแทนไม่เท่ากัน บางแคมเปญโฆษณาให้มากถึง 50% บางแคมเปญโฆษณาให้เพียง 20% แต่โดยเฉลี่ยแล้ว สามารถคำนวณได้ว่า ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเท่ากับ ผลรวมของผลตอบแทนทั้งหมดหารด้วยจำนวนแคมเปญ

- Maximum Loss คือ จำนวนเงินที่มากที่สุด คุณโฆษณาและเสียไปให้กับ PPC Search Engine ทั้งหมด เช่น คุณโฆษณา 3 แคมเปญ ผลปรากฏว่าทั้งสามแคมเปญโฆษณาขาดทุนย่อยยับ โดยแคมเปญแรก คุณเสียเงินไปทั้งหมด $2,000 แคมเปญที่สอง คุณเสียไปอีก $1,800 และแคมเปญที่สาม คุณเสียเงินเท่ากับ $4,500 แสดงให้เห็นว่า Maximum Loss ของคุณเท่ากับ $4,500 เป็นต้น



สรุป ถ้าคุณต้องการพัฒนาและประสพผลสำเร็จ คุณควรเพิ่มค่า Winning Rate และ Average Return ในขณะที่คุณต้องพยายามลดค่า Maximum Loss



3. ถามตัวคุณเองดูว่า คุณได้ทำทุกอย่างแล้วจริงๆ หรือ? - อย่าง ที่ผมบอกไปในตอนต้น ก่อนที่คุณจะล้มเลิก ให้คุณลองย้อนคิด และถามตัวเองว่า คุณได้ทำทุกอย่างแล้วจริงๆ หรือยัง เพื่อช่วยให้คุณประสพความสำเร็จ! ผมมีข้อแก้ตัว หรือข้อที่คุณอาจจะนำไปปรับปรุงได้ดังต่อไปนี้

- ไม่มีเงินในการทำธุรกิจ

- ภาษาอังกฤษอ่อนแอ

- ไม่มีเวลาให้ เพราะว่างานประจำยุ่งมาก

- ไม่รู้ว่าควรจะโฆษณาสินค้าอะไรดี

- ไม่แน่ใจว่าจะใช้คีย์เวิร์ดแบบไหน

- ไม่รู้ว่าจะค้นหาคีย์เวิร์ดทำกำไรได้อย่างไร

- และเหตุผลอื่นๆ อีกมากมาย



จากเหตุผลดังกล่าว ถ้าคุณคิดว่าคุณต้องการประสพความสำเร็จ คุณควรถามตัวเองใหม่ ดังต่อไปนี้

- จะหาเงินจำนวน x เพื่อใช้ลงทุนในธุรกิจได้อย่างไร?

- จะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของเราเองได้อย่างไร?

- จะแบ่งเวลาอย่างไรให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด

- จะเริ่มต้นค้นหาสินค้าจากไหนดี และอย่างไรดี?

- จะหาข้อมูลเกี่ยวกับการประมูลคีย์เวิร์ดอย่างไรให้ได้กำไรจากแหล่งใดดี?

- จะเริ่มต้นทดสอบประมูลคีย์เวิร์ด เพื่อหาคีย์เวิร์ดเงินล้านได้อย่างไร?



สุดท้ายที่คุณต้อง ทำก็คือ ตอบคำถามเหล่านี้ให้ชัดเจน และทำให้คุณแน่ใจว่าคุณได้ทำทุกอย่างแล้วจริงๆ ผมไม่เชื่อว่า คุณจะไม่สามารถประสพความสำเร็จได้ ผมเชื่อและตระหนักดีว่า เรา สามารถประสพความสำเร็จและทำกำไรมากกว่าที่ผมทำ อยู่ได้อย่างแน่นอน เพียงคุณอย่ายอมแพ้ คุณก็สามารถทำอะไรที่คุณต้องการได้อย่างแน่นอนครับ



กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว

zTopAffiliateMarketer

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เทคนิคการ Bid เพื่อทำกำไร

สวัดดีครับท่านผู้สนใจในการทำ affiliate ทั้งหลาย สำหรับวันนี้นะครับ เราจะมาเรียนรู้การตั้งค่าบิดใน google adwords หรือ yahoo หรือ msn ว่าเราจะสามารถทำกำไรได้อย่างไร เราจะบิดอย่างไรจึงจะไม่ทำให้เราขาดทุนในอันดับเริ่มต้นโดยเฉพาะสินค้าราคาแพง

การขายสินค้านั้นนะครับเราก็ต้องคำนวนค่าของ แมคบิดก่อน หรือ แมค cpc ก่่อนใช่ไหมครับว่าเราจะต้องจ่ายจริงประมาณเท่าไร เมื่อเราขายสินค้าได้ เราจะมีรายได้เท่าไรเราจึงจะทำกำไรได้ แต่ว่าเมื่อเ้รานำไปลงโฆษณาแล้วเราก็ใช่ว่าจะจ่ายจริงดังที่เราคำนวนไว้ไม่ บางทีเราบิดกันที่ $1 เราอาจจะจ่ายจริงแค่่ $0.5 หรือ $0.3 ก็ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของโฆษณาของเรา รวมทั้ง Quality score และภาพรวมของ account ของเราด้วยครับ ไม่ว่าจะใน google adwords, yahoo, msn ก็แล้วแต่ เวลาเราจ่ายจริงมักจะไม่ถึง กับค่าบิดที่เราตั้งไว้

เอาละครับทีนี้เราจะตั้งค่าบิดยังไงถึงจะไม่ทำให้ขาดทุน การบิดนั้นเราต้องตั้งค่าบิดไว้ให้ต่ำๆก่อนนะครับ เริ่มจากการบิดที่ ประมาณ $0.3 - $0.5 ถ้าสินค้านั้นมีราคาประมาณ $100 ขึ้นไป จะแพงแค่ไหนก็ตามผมก็จะเริ่มต้นบิดอยู่ที่ประมาณนี้ แต่เราก็ต้องใจเย็นๆด้วยนะครับไม่ต้องใจร้อนค่อยๆเพิ่มค่าบิดทีละ $0.3 - $ 0.1 ทุกชั่วโมงจนกว่าจะแสดง เผื่อจะขึ้นแสดงนี้ก็อาจจะใช้เวลาหลายวันก็ได้ หรือบางทีอาจจะวันสองวันก็ขึ้นแสดงแล้ว บางคนอาจบอกว่าไม่ทันใจ เพิ่มสูงๆเลยได้ไหมก็ได้เหมือนกัน แล้วแต่คน ส่วนผมนั้นจะบิดเริ่มต้นประมาณนี้ครับ เพื่อที่จะดูลาดราวก่อน ว่าถ้าเราบิดอยู่ในต่ำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว และมี click เข้ามา มี imp เข้ามาแล้วเราจะขายไ้ด้ไหม วันหนึ่่งควรที่จะให้มีคลิก ประมาณ 2-5 click ต่อวันเพื่อถ้าเราบิดจนมีคลิกอยู่ประมาณนี้แล้วเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้่องเพิ่มบิดอีก บางสินค้าอาจจะใช้เวลาหลายวันเพื่อที่จะดูว่าขายได้หรือเปล่า หรือวัดกันที่ 20-30 click ถ้าขายได้ก็ลุยต่อ ควรที่จะติด conversions tracking ID ตามไปด้วยนะครับ นับตั้งแต่วันแรกที่มีคลิกเลย จะทำให้เราได้รู้ว่าตัวไหนทำเงินกันแน่ ถ้ายังขายได้กเป็นครั้งที่หนึ่ง และครั้งที่สอง ก็ให้แยก adgroup แยก keywords เสีย เอาตัวที่มี click มียอดขายแยกออกไป ทำ adgroup ต่างหาก แยกเวลาออก และแยก พื้นที่ ทำโฆษณาออกด้วย เช่น

เรามี 6 adgroup เราก็แยก
adgroup-1
adgroup-2
adgroup-3
adgroup-4
adgroup-5
adgroup-6

แล้วแยกเวลา เช่น
adgroup-1 12-15 น.
adgroup-2 15-18 น.
adgroup-3 18-21 น.
adgroup-4 21-24 น.
adgroup-5 24-03 น.
adgroup-6 03-06 น.

ดังนี้เป็นต้นนะครับ
และการบิดนั้นเราสามารถบิดให้สูงกว่าปกติได้ครับเนื่องจากว่าเรารู้แล้วและคำนวนแล้วว่า kewords ไหนทำเงินให้กับเรา
ขั้นนี้ก็เท่ากับว่า เราทำสอบอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้เราได้รู้ว่า adgroup ไหน และ ช่วงเวลาไหนที่ทำเงินกันแน่ แล้วเอามาเปรียบเทียบกัน อาจจะใช้เวลานานหน่อย หรือประมาณ 2-3 อาทิตย์ แล้วมาตัดสินอีกทีหนึ่งว่า ตัวไหนที่ทำกำไร ตัวไหนทีขาดทุน และตัวไหนที่ควรทำต่อบ้าง มีรัฐไหนทำกำไร รัฐไหนขาดทุน ให้แยกให้รู้เรื่องไปเลย

ครับเพราะฉะนั้นเทคนิคการบิดเราไม่จำเป็นเลยที่จะต้่องแสดงตลอดเวลา อาจจะแอบแฝงอยู่ก็ได้ถ้าเรามีงบน้อยกว่าเขา เช่นมีคู่แข่งที่มี url เดียวกัน ถ้าเขาบิดที่ $1 เราบิดที่ $0.8 ของเราก็จะไม่แสดง แต่แท้ที่จริงแล้วถ้าเขาเพิ่งทำโฆษณาโดยที่ยังไม่ยึดพื้นที่แบบเด็ดขาดไปเลยเราก็ยังมีโอกาสแสดงบ้าง เช่น google อาจแสดงว่า โฆษณาของคุณไม่แสดง เนื่องจากมี url ที่เหมือนกัน แต่แท้ที่จริงแล้วของเราก็แสดงอยู่ แต่แสดงน้อยกว่าคนที่บิดสูงกว่าเท่านั้นเอง นี้แหละครับคือการแสดงแบบแอบแฝงแสดงไม่ต้องเสนอหน้าแบบเต็มตัวไงครับ
เช่น มีคนค้นหา 100 คนใช่ไหมครับ คนที่บิดสูงกว่าก็จะแสดง ประมาณ 70 คน ของเราแสดง 30 คน อย่างนี้เป็นต้นเพราะฉะนั้นเราก็ยังมีโอกาสแสดงด้วยเหมือนกัน และมีโอกาสมีคลิกด้วย และคนที่บิดต่ำกว่าสามารถเลือกตำแหน่งได้ด้วยนะครับ ผมก็มักจะบิดให้แสดงอยู่อันดับประมาณที่ 2-3 เพราะจะทำให้ขายได้ง่ายกว่าอันดับหนึ่ง ถึงจะมี imp และ click น้อยกว่าก็ตาม

เพราะฉะนั้นเราจึงควรบิดให้ใกล้เคียงกับผู้ที่เป็นเจ้าถิ่นไม่ควรที่จะให้ห่างกันมากนักจะทำให้เราได้ส่่วนแบ่งในการแสดงบ้าง นี้เป็นเทคนิคการบิดแบบเริ่มต้นนะครับ เพื่อให้รู้ว่าคีร์เวิร์ดตัวไหนทำำกำไรถ้าเรารู้และแยก adgroup แล้วเราก็สู้ได้เต็มที่เลยไม่ต้องแออบแฝงครับ

ยังไงก็ขอให้โชคดีนะครับ ติดตามต่อฉบับหน้า

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กูรูชี้7กลยุทธ์บุกออนไลน์ นักการตลาดต้องเข้าถึง

สื่อดิจิตอลมาแรง ปีหน้าคาดเติบโตสูงถึง 20% “ธอมัสไอเดีย” ชี้ทิศทางปีหน้า ผู้บริโภคคนไทยเปิดรับสื่อดิจิตอลสูง พร้อมเปิด 7 กลยุทธ์ออนไลน์ ที่นักการตลาดต้องรับมือปีหน้า แย้มเตรียมบินสู่ระดับต่างประเทศ ผุดสาขาที่สิงคโปร์ในอีก 1-2 ปีนี้ หวังจับลูกค้าอินเตอร์แบรนด์มากขึ้น

นางสาวอุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธอมัสไอเดีย จำกัด เปิดเผยว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน กำลังมีรูปแบบการเข้าถึงสื่อออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะเว็บไซด์ในรูปแบบอินเทอร์แอกทีฟ หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ค ขณะเดียวกันในส่วนของงบการซื้อสื่อโฆษณาของลูกค้า ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถยืนยันตัวเลขการใช้สื่อทางดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งได้

เพราะเป็นงบที่แฝงอยู่กับการใช้สื่อหลักของลูกค้า แต่การหันมาใช้สื่อออนไลน์ในปีนี้สูงขึ้นมาก โดยจากตัวเลขรวมการใช้สื่อโฆษณาปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 90,000 ล้านบาท ปีนี้ตัวเลขการใช้สื่อออนไลน์ 1,800 ล้านบาท คิดเป็น 2% คาดว่าเติบโต 20%

สำหรับธอมัสไอเดีย หลังจากที่หันมาให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์ พบว่า รายได้ที่มาจากงบการใช้สื่อออนไลน์ของลูกค้ามีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นเป็น 50% เทียบกับรายได้รวมทั้งหมด จากปีก่อนที่มี 30% คาดปีนี้ยอดรายได้จากสื่อออนไลน์ของบริษัท เติบโต 10-20% ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัท มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 20%

ปีนี้บริษัทฯสามารถคว้า 23รางวัลจากทั่วโลกในผลงานด้านอินเทอร์แอกทีฟ ส่งผลให้บริษัทมีแผนที่จะเข้าไปเปิดสาขาในต่างประเทศต่อไป โดยในระยะ 1-2 ปีนี้ จะเข้าไปเปิดสาขาที่สิงคโปร์ ส่วนสำคัญ คือ ต้องการได้ลูกค้าระดับอินเตอร์แบรนด์ ที่มีรีจีนอล ฮับ ในสิงคโปร์ ซึ่งมีอยู่หลายแบรนด์ จากปัจจุบัน ลูกค้าหลักที่ใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น คือ ลูกค้าในประเทศกว่า 50% และอินเตอร์แบรนด์อีก 50%

กลุ่มสินค้าและบริการ ที่หันมาใช้สื่อออนไลน์สูงขึ้นนั้น ได้แก่ คอนซูเมอร์โปรดักส์ กลุ่มอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ไอที และกลุ่มMICE ตามลำดับ โดยในปีหน้าเชื่อว่าภาพรวมการใช้สื่อออนไลน์ จะยังมีสัดส่วนที่ 2% ของภาพรวมการใช้สื่อทั้งหมด ส่วนในแง่อัตราการเติบโตนั้น เชื่อว่าจะใกล้เคียงกับในปีนี้ คือ ที่ประมาณ 20%

ในปี 2553 มี 7กลยุทธ์ออนไลน์ที่นักการตลาดต้องเตรียมรับมือ คือ 1.โซเชียลมีเดีย Social Media ถือเป็นช่องทางสำคัญในสื่อออนไลน์ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ดีที่สุด โดยเฉพาะ Facebook, Twitter และBlog มีจำนวนผู้เข้าใช้งานสูงมาก แต่ควบคุมได้ยาก การวางกลยุทธ์ที่จะใช้สื่อนี้ต้องมีระบบการรองรับที่ดี

2. แบรนด์จะให้ความสำคัญในการสร้าง Customer Experience และ Customer Engagement กับผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งแคมเปญนี้ควรใช้เวลาไม่เกิน3-6นาทีเพื่อจะดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจมาก สที่สุด 3.การวัดผลความสำเร็จของแคมเปญ
(ROI)จะชัดเจนและสนับสนุนการวางกลยุทธ์ของนักการตลาด 4.ยุคใหม่ทีท้าทายของ Mobile Internet และ Moblie Marketing กับ 3G ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะส่งผลให้สื่อออนไลน์จะออกมาเป็นรูปแบบวิดีโอมากขึ้น

5.ฐานข้อมุลลูกค้าสัมพันธ์ CRM เป็นสื่งที่ช่วยเชื่องโยงการใช้สื่ออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 6.Email Maketing เสริฟข้อมูลด่วนด้วยต้นทุนต่ำ และ7.Search Engine Optimization คอนเทนต์เป็นคีย์หลัก การสร้างเว็บไซด์และเนื้อหา จะต้องคิดถึงกลยุทธ์ของ Search Engine Optimizationควบคู่ไปด้วย


http://manager.co.th/

สุดยอดมากครับสำหรับ วิธีนี้ที่ทำให้เราสามารถหารายได้เพิ่มเิติม สำหรับใครที่กำลังมองหา ธุรกิจออนไลน์อยู่ก็ลองหาิวิธีทำเงินจากออนไลน์ดูนะครับ หรือเครื่องมือต่างๆที่เราเล่นอยุ่ก็สามารถทำเงินให้กับเราได้เหมือนกันนะครับ เ้ช่น blog เป็นต้น โดยการเรียกคนเข้ามาดูบล๊อกของเรา พร้อมกับการโปรโมทสินค้าเราไปด้วยนะครับ

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Countdown to Black Friday 2009 Part II


สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน กลับมาพบกับอ.อ้อกันต่อกับบทความ Countdown to Black Friday 2009 ตอนจบ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อนๆ ก็ได้รู้จักกับเทศกาล Black Friday กันไปแล้ว วันนี้อ.อ้อก็จะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับ
Cyber Monday กันต่อค่ะ
Cyber Monday ตรงกับวันที่ 30 November 2009 ซึ่งก็คือวันจันทร์ต่อจากเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า จะเป็นวันที่ผู้บริโภคนิยมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์
อีกหนึ่งวันที่จะช่วยให้ยอดซื้อขายพุ่งกระฉูดในวันจันทร์ เพราะฉะนั้นหากใครทำ PPC ก็ควรหยุดแคมเปญวันเสาร์ อาทิตย์ไว้ได้เลย และเริ่มโฆษณาใหม่เพื่อกอบโกยกำไรได้ในวันจันทร์ค่ะ

จากกราฟสถิติด้านบน เราจะสังเกตได้ว่า กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมากที่สุดคือช่วงกลุ่มวัยรุ่น (อายุ 18-24 ปี) ที่นิยมจับจ่ายใช้สอยสินค้าออนไลน์
มากถึง 70.9% ถัดมาก็คือกลุ่มวัยทำงาน (อายุ 25-34 ปี) ถ้าเพื่อนๆ วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและเลือกตลาด เลือกสินค้าตรงกลุ่ม ก็ฟันธงได้เลยค่ะว่า เส้นชัยไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

แนะนี่ก็คือตลาดสินค้าทำเงินในช่วง Holiday Season ของนักธุรกิจออนไลน์อย่างพวกเราค่ะ

และจากเค้กก้อนโตชิ้นนี้ก็แสดงให้เห็นว่า นี่ก็คือช่วงเวลาโกยเงินของเรา

เป็นอย่างไรก็บ้างคะหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ และมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นหัดทำธุรกิจออนไลน์กันนะคะ
ก็ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนขยันลงมือทำ ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เพียงแค่เรามุ่งมั่นและตั้งใจ ขอโชคดี ร่ำรวยๆ กันทุกคนค่ะ @^_^@


How To Save Christmas Online Shopping Cyber Monday 2009 & Black Friday




บทความโดย : อ.อ้อ พิมพ์พร นรินทร์โท




วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Countdown to Black Friday 2009


เผลอแป๊บเดียวก็เข้าสู่ช่วงปลายปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลแห่งการจับจ่ายใช้สอยและท่องเที่ยวกันแล้วนะคะ
หวังว่าเพื่อนๆ ทุกคนคงสบายดีและกำลังทำ Market Research เพื่อเตรียมกระโดดขึ้นขบวนรถดอลล่าร์มาหานะเธอกัน
ใครที่พลาดรถด่วนขบวนนี้แล้วจะเสียใจไปอีกนาน เพราะเป็นช่วงกอบโกยกำไรกันแบบอิ่มหนำสำราญของชาว
Affiliate Marketer ค่ะ ช่วงนี้เรียกได้ว่า ทำงานหนักกันแค่เดือนพย. - ธค. ก็สามารถสร้างรายได้ได้พอๆ กับการทำ
ธุรกิจออนไลน์กันทั้งปีเลยทีเดียว

สำหรับในช่วงหน้าเทศกาลหรือ High Season ประกอบไปด้วยเทศกาล Halloween ในวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านและ
ในเดือนพศฤจิกายนนี้จะเป็นเทศกาลวัน Thanksgiving Day (วันขอบคุณพระเจ้า) ในวันที่ 26 พฤศจิกายน และ Black Friday วันที่ 27 พฤศจิกายน
และเทศกาลวัน Christmas 2009 ในวันที่ 25 ธันวาคม
ซึ่งคุณปุ้ย Dollarslism ก็นำสถิติที่น่าสนใจในการกอบโกยรายได้มาแชร์ให้กับเพื่อนๆ ดังนี้ค่ะ



เทศกาล Black Friday เป็นเทศกาลที่คนอเมริกานิยมไปจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าลดราคา ชนิดที่ว่า ซุปเปอร์ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์
กันอย่างถึงพริกถึงขิง ผู้คนต้องออกมายืนเข้าคิวรอเข้าไปซื้อของตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำกันตั้งแต่เวลาตีห้า
และมีข่าวลงหนังสือพิมพ์ว่ามีการเหยียบกันตายเวลาเปิดห้างกันทุกๆ ปี
ผู้บริโภคจะนิยมสั่งซื้อสินค้าตั้งแต่วันพฤหัสบดีจนถึงวันอาทิตย์ โดยวันศุกร์จะมียอดการซื้อขายมากที่สุด


สินค้าที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในเทศกาล Black Friday คือ

1. หมวดเสื้อผ้า Clothing or Accessories เพราะเป็นช่วงหน้าหนาว พวกเสื้อกันหนาว กางเกงยีนส์ รองเท้าบูท จะขายดีที่สุด
2. หมวดของเล่น (Toys) สินค้าพวกวิดีโอเกมส์ ตัวต่อเลโก้ ตุ๊กตา จะขายดีที่สุด
3. หมวดหนังสือ, DVD ผู้คนจะพักผ่อนอยู่บ้านในช่วงวันหยุด และจะนิยมให้ของขวัญเป็นหนังสือ หนัง เพลง เกมส์ เนื่องจากราคาถูก
และเพื่อเป็นการขอบคุณญาติสนิท มิตรสหาย และเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น
4. หมวดอิเล็กทรอนิคส์ สินค้าในหมวดนี้ จะเหมาะกับคนชอบเทคโนโลยีที่ต้องการอัพเกรดเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เปลี่ยนมือถือรุ่นใหม่
โน๊ตบุ๊คส์รุ่นใหม่ เป็นต้น
5. หมวดของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ สินค้าพวกนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของแม่บ้านโดยเฉพาะ เช่น ต้องการอุปกรณ์เครื่องครัวใหม่ๆ
ต้องการเปลี่ยนผ้าปูที่นอน เตียงนอนชุดใหม่ จาน ชาม หม้อ


ที่มา http://www.ilearn.in.th

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การทำกำไรจาก google adwords ตอน 2

สำหรับการทำขั้นตอนที่หนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้เราก็จะมาเรียนรู้เทคนิคการทำกำไรจาก google adwords ขั้นตอนที่สองกันต่อไปเลยนะครับ
เมื่อเราผ่านขั้นตอนทีหนึ่งเราขายสินค้าได้อาจจะ 1 หรือ 2 ชิ้นขึ้นไป ใน 1วันหรือ หลายวันก็ได้ เราอาจจะลงทุนไปแล้วสมมุติ $20 ได้กลับมา $15 เหรียญ ขายได้ 3 ชิ้น ได้ชิ้นละ $5 แสดงว่าเรายังขายได้อยู่แต่ว่ายังขาดทุน แล้วจะทำยังไงละเราถึงจะทำให้กลับมาทำกำไรไ้ด้ เอาละครับทีนี้หลังจากเราได้ทำสอบมาพอสมควรแล้วเราก็จะ เรียนรู้การทำสินค้าที่ขายได้แต่ขาดทุน ให้หันกลับมาทำกำไร ให้จงได้อาจจะ 1หรือ 2 เท่าหรือมากกว่านั้น

หลังจากที่เราได้บันทึกไว้หมดแล้วว่า ตัวไหน keywors ไหนที่ทำกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง เราก็ต้องแทร็ก ตั้งแต่แรกที่มี click แล้วใช่ไหมละครับ สมมุติว่า มี keywords อยู่ 5 ตัว
ตัวแรก ลงทุนไป $10 ตัวที่สองลงทุนไป $3 $3 $2 และ $2 ตามลำดับ รวมแล้วก็ $20 พอดี ถ้าเราแทร็กแล้วเราก็จะรู้ว่าตัวไหนที่ขายได้ตัวไหนที่ขายไม่ไ้ด้ที่ดึงให้เราขาดทุน

ถ้าเรามี keywords เพียงตัวเดียวที่ทำกำไรและขายได้ คือตัวแรก $10 ก็ให้เราสละตัวที่ 2-5 ออกไปเสีย ก็เท่ากับว่า โฆษณาครั้งต่อไปเราก็ไม่ต้องมาเสียเงินกับตัวที่ไม่ทำกำไรอีกต่อไปใช่ไหมครับ ครั้งต่อไปเราอาจจะลงทุน แค่ $10 เนื่องจากว่าเราตัดตัวที่ไม่ทำกำไรออกไปหมดแล้ว แต่เราก็ยัง ขายได้ 3 ชิ้นเหมือนเดิมก็เท่ากับว่า ทุน $10 ขายได้ $15 เราได้กำไร $5 แล้ว ถ้าต้องการกำไรเพิ่มมากกว่านี้เนื่องจากว่าเรายังไม่พอใจ เราก็มาแทร็กเวลาละครับ ให้แยก แคมเปญออกเป็น 2 ช่วงเวลา

สมมุติว่าเราโฆษณา ตั้งแต่เวลา 18-06 น. ทุกวันแต่เราก็ยัง ทำำกำไรอยู่ให้เราแยก แคมเปญหนึ่งออกเป็นเวลา 18- 24 น. อีกแคมเปญหนึ่ง 24-06 น เพื่อดูว่า ช่วงเวลาไหนที่ขายได้ ก็จะทำให้เรา แบ่งค่าโฆษณาออกครึ่งหนึ่ง เป็นเหลือแคมเปญละ $5 ถ้าช่วงเวลา 18-24 น. ขายได้และทำกำไรให้กับเรา เราขายได้ 2-3 ชิ้น เท่ากับว่า เราได้กำไรเพิ่ม $5 - $10 แล้วใช่ไหมละครับ แต่เราลงทุนเพียงแค่ $5 เท่านั้นเอง ส่วนตัวที่ไม่ทำกำไรเราก็ลบออกเรื่อยๆ ก็จะทำให้เราลดทุนลงไปเรื่อยๆ ไม่ต้องมาเสียเงินกับตัวที่ไม่ทำกำไรอีกต่อไป แล้วเรายังมีเงินเหลือ ไปทำโฆษณาสินค้าอื่นๆไปเรื่อยได้อีกด้วย



ขอให้โชคดีนะครับ
พบกันใหม่

**********************************
รับคีร์เวิร์ดทำเงิน และสินค้าทำเงิน หรือเทคนิคการหาสินค้า
คีร์เวิร์ดทำกำไร ไม่รู้จบที่นี่
www.ppcprivateclub.com

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เทคนิคการทำกำไร จาก google adwords

การที่เราจะทำกำไรจาก PPC ใน Google adwords นั้นจะว่ายากก็ยากจะว่าง่ายก็ง่ายครับ ส่วนสำหรับมือเก๋าแล้วก็คงไม่มีปัญหาต่างก็บอกว่ามันง่ายมากๆ ที่จะทำกำไร แต่ผมก็ได้ลองถูกลองผิดตามที่เหล่าเทพทั้งหลาย หรือคนที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจนั่นแหละครับอิอิ ว่าเขาทำกันอย่างไร ที่แรกต้องบอกว่าขาดทุนยับยับจริงๆครับ เหมือนโยนเงินเข้าไฟเลยไม่ได้กลับมาซักบาท เพราะความไม่ย่อท้อผมก็สามารถที่จะทำกำไรกับเขาได้บ้างแล้ว และจะมากขึ้นเรื่อยๆตามงบที่มีอยู่

เอาละครับพูดมาตั้งนานเมื่อไรจะมาสักทีเกิ่นมาตั้งนาน วันนี้เรามารู้ขั้นตอนที่ 1 ก่อนว่าเราจะต้องทำกันอย่างไรผม จะทำแผนไว้สำหรับแต่ละสินค้าอยู่ 5 ขั้นตอนด้วยกัน ยังไงท่านลองทำตามแผนของผมนะครับ โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ ผมรับรองว่าท่านต้องทำได้เหมือนผมอย่างแน่นอน หรืออาจจะทำได้มากกว่าผมด้วยซ้ำไป

สำหรับแผนที่ 1

เราควรนำสินค้า หมวดใดหมวดหนึ่ง เช่นผมเอาหมวด สินค้า electronic canon powershot

อันดับ 1-10 เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าอันดับเหล่านี้คนซื้อดี amazon ก็จัดมาไว้อันดับต้นๆ เพราะอันดับเหล่านี้ มันจะมีคุณสมบัติที่ครบถ้วนแล้ว สำหรับผมแล้วไม่ได้เทียบราคาเท่าไรจะจับยัดเข้าไปลงโฆษณาเลย
ใครจะทำตาม นี้ก็ได้นะครับ จะไม่ทำให้เสียเวลามาก ถ้าพูดถึงคุณสมบัติของสินค้า ก็จะมี 4-5 ดาว ,มีส่งฟรี มีส่วนลด , ราคาถูกกว่าคนอื่น เป็นต้น จะทำให้โอกาสที่จะขายได้และทำให้มีคนซื้อได้มากขึ้น


ก็ให้เอา ่ทั้ง 10 สินค้านั่นแหละครับไปลงโฆษณาพร้อมกัน ราคาสินค้าควรจะประมาณ 150 -1000 ยูโร หรือ $200-$1200 เป็นต้น
และอันดับแรก สำหรับวันแรกนะครับ ให้โฆษณาทั้งประเทศเลย จะได้รู้ว่าขายได้ไหม รันใน แคมเปญเดียวกันทั้งหมด เลือกเอาเวลาที่ขายดีที่สุดก่อน ถ้าเป็นประเทศ เยอรมัน และอังกฤษ ผมก็จะเลือกรันโฆษณาเวลาที่ 18-06 น. ที่บ้านเรานะครับ ถ้าเวลาใน เยอรมัน และอังกฤษ ก็จะประมาณ เที่ยงถึง เที่ยงคืน

การตั้งค่าบิดเราต้องตั้งค่าบิดให้ต่ำที่สุดก่อน ผมจะตั้งค่าบิดไว้ที่ 0.2-0.4 เท่านั้น แล้วเราก็ค่อยๆเพิ่มบิดที่ละเล็กทีละน้อยค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะสำหรับคนงบน้อย และเข้ามาดู 1-2 ชั่วโมงเข้ามาดูครั้งหนึ่งว่ามี impression หรือเปล่า ควรเพิ่มบิดที ละประมาณ 0.01-0.05 เท่านั้น ค่อยๆเพิ่มบิดไป ค่อยๆทำไปครับใจเย็นๆ จนกว่า imp- จะขึ้น เพราะว่าบางสินค้า มีคนค้นหาเยอะแต่ไม่ค่อยซื้อกัน อาจจะนานๆทีซื้อ เพราะฉะนั้นเราต้องประหยัดงบไว้ก่อน

ถ้าแสดงแล้วและอยู่ในเกณฑ์ที่เรารับได้ ผมจะทำให้มีคลิกจำนวนมากก็ได้โดยเพิ่ม บิดขึ้นมากๆ หรือเราจะให้มีคลิกน้อยก็ได้โดยเพิ่มบิดทีละน้อย เพื่อดูจะนวนคลิก ประมาณ 20-40 click ว่าขายได้ไหม ถ้าอยู่ในช่วงนี้ แต่ถ้ายังขายไม่ได้ก็ ให้พิจารณาจะหยุดเสียหรือขายต่อ สำหรับผมแล้วหยุดครับ ถ้าเริ่มมี click ขึ้นมาบ้างแล้วตัวไหนที่มี imp- เราต้องรีบเข้าไปติด conversion tracking ไว้เลยครับเพื่อป้องกันการขาดทุน

ติดตามแต่ละ keywords ละครับทีนี้ ประมาณ 10-20 click สำหรับแต่ละ ke- ถ้าตัวไหนขายได้ก็เอาไว้ตัวไหนที่ถึง click ที่เราก็หนดแล้วแต่ว่ายังขายไม่ได้ก็ให้ลบออกเสีย ก็จะทำให้เราลด ค่าโฆษณาลงไปได้เยอะเลย และจะทำให้เราได้กำไรมากขึ้น conversion สูงขึ้นมากทีเดียว ประมาณ 10 click เราก็ขายได้แล้ว คลิกต่อวันถ้าเราไม่ต้องให้เสียค่าโฆษณมากมากควรให้มี ประมาณ 2-6 click/วัน ก็พอ สำหรับโฆษณาผมก็ไม่ได้ให้แสดงอยู่แถวหน้าตลอดเวลา ถ้าคู่แข่งที่มี url เหมือนกันแต่เขามีงบที่มากกว่าเราก็ควรให้โฆษณาของเราแสดงบ้างเท่านั้น เช่น 20/80 หมายความว่า ถ้าเราบิดแข่งกับคู่แข่งที่เป็น amazon เหมือนกัน เราก็ควรให้โฆษณาของเรา แฝงอยู่เท่านั้น เพื่อไม่ต้องไปแข่งบิดกับเขาซึ่งๆหน้า ก็คือว่า โฆษณาของ เขาถ้าเขาบิดที่ $1 เราบิดที่ $0.7 เป็นต้น ของคู่แข่งต้องขึ้นอันดับ 1 แทนเราแน่นอน

ถามว่าของเราจะแสดงหรือ เพราะ google ให้แสดง url ที่เหมือนกันเพียง url เดียวเท่านั้น เราจะรู้ว่าของเราแสดงไหมก็ให้ดูที่ imp- ถ้ามีก็แปลว่าของเราแสดงแน่นอน แต่ๆนะครับแสดงน้อยกว่า คนที่บิด 1$ เช่น มีคนค้นหา 100 ครั้ง ของคู่แข่ง แสดง 80 ครั้ง ของเราแสดง 20 ครั้ง เนื่องจากว่าของเราบิดต่ำกว่า ก็มีการแสดงน้อยกว่าเป็นต้น

ถ้ายังไม่แสดงเลยก็ให้เพิ่มบิดไปเรื่อยๆก่อน ทุกอย่างเราต้องจดบันทึกการ click ,imp , cpc ,ctr ,cost$ , sale ไว้ด้วยนะครับว่าแต่ละสินค้าที่การทำงานอย่างไรบ้างวันนี้ได้เท่าไรเสียเท่าไร ต้องบันทำไว้ประจำวันเลย ไม่ควรคาดหวังที่จะขายได้ทุกวันเพราะแต่ละสินค้าโอกาสทีจะขายได้ทุกวันมันมีน้อย บางสินค้าที่ราคาแพงๆเช่น 500 ยูโรขึ้นเป็นต้น ผมก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องขายได้ อย่างน้อยเดือนละ 1-2 ชิ้นขึ้นไป แต่ต้องให้อยู่ในงบที่เรากำหนด เช่นสินค้า $500 ผลตอบแทน 4% ได้ $20 ต่อชิ้น สมมุติ หนึ่งเดือนขายได้ 3 ชิ้นเราก็ไม่ควรเสียค่าโฆษณาเกิน $20 ต่อชิ้น อันนี้พูดถึงสินค้าที่ทำกำไรนะครับ เพราะฉะนั้นทั้งเดือนก็ไม่ควรใช้เกินที่เรากำหนดไว้
นี้เป็นการคาดการนะครับอาจจะแสดงมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ตามที่ผมได้เฝ้าสังเกตการณ์มานาน

บางสินค้าของผม google บอกว่า โฆษณาของคุณไม่แสดง เพราะมี url ที่เหมือนกัน แต่เข้าไปดู imp แล้วก็ยังมีอยู่เรื่อยๆครับ ก็แสดงว่าของเรา มีขึ้นบ้างแต่ไม่ขึ้นตลอดเวลา search 10 อาจจะแสดง 1-2 ครั้งเป็นต้น

เดี๋ยวกลับมาต่อ ขั้นตอนที่สองนะครับ
ขอให้ร่ำรวยกันทุกคน

ใครที่คิดจะก็อปปี้ไปบอกต่อ ก็ให้เครดิตกันบ้างนะครับ และห้ามนำไปเพื่อการขายสินค้า ต้องนำไปเพือความรู้ฟรีเท่านั้น


วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2552

10 most google toots

ในปัจจุบัน Google ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตออนไลน์ของเราทุกคน ในแต่ละวัน เวลาเราเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ต น้อยครั้งมากที่เราจะไม่เข้าเว็บไซต์ Google เพื่อไปค้นหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงต่างๆที่เราต้องการ

และนอกจากจะเป็น Search Engine ที่มีคนใช้งานมากที่สุดในโลกแล้ว Google ก็พยายามจะสร้างแบรนด์ Google ให้มากขึ้น ด้วยการพยายามให้แบรนด์ Google เข้าไปอยู่ในจิตใจของทุกคน ด้วยการเสนอให้บริการอีกหลายอย่างกับเราแบบฟรีๆ

แต่ว่าด้วยความเป็น Google สิ่งที่ Google ให้กับเรานั้น แม้ว่าจะเป็นของฟรีก็ตาม ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่ต้องการทำธุรกิจออนไลน์นั้น ก็ควรจะใช้บริการฟรีต่างๆของ Google มาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์หรือธุรกิจของเราครับ

ผมได้รวบรวมบริการฟรีของ Google ที่เราสามารถใช้งานไว้ดังนี้

1. Google Analytics

เป็นบริการของ Google ที่ให้เราสามารถทำการวัดสถิติต่างๆ ของเว็บไซต์เรา เช่น จำนวนคนเข้าเว็บไซต์ ประเทศที่คนเข้าเว็บไซต์ หน้าเว็บที่คนเข้ามากที่สุด เป็นต้น ซึ่งทำให้เราสามารถวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเราได้เป็นอย่างดีว่า อยู่ที่ไหนบ้าง และมีพฤติกรรมในการใช้เวลาบนเว็บไซต์ของเราอย่างไร

2. Google Checkout

เป็นบริการที่ให้เราสามารถทำการเก็บเงินค่าสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์ของเราได้ โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อกับทางธนาคารเพื่อติดตั้งระบบรับชำระค่าสินค้า

จริงๆแล้ว บริการนี้ก็ไม่เชิงฟรีซะทีเดียวครับ เพราะ Google ก็มีเก็บค่าธรรมเนียมบ้างนิดหน่อย แต่สำหรับใครที่ใช้ Google AdWords โฆษณาเว็บไซต์อยู่ ทุกๆ $1 ที่เราจ่ายเป็นค่าโฆษณาใน AdWords เราก็สามารถใช้งาน Google Checkout ได้ $10 แบบฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

อีกสักพักที่คนหันมารับจ่ายเงินผ่านทาง Google Checkout กันมากขึ้น บริการนี้จะเป็นบริการที่มีประโยชน์มากทีเดียวครับ

3. Google Blogger

ในปัจจุบันเรียกได้ว่า Blog นั้นมาแรง และมีอิทธิพลต่อการทำธุรกิจออนไลน์อยู่มาก เกือบทุกธุรกิจจะต้องมี Blog เอาไว้ เพื่อแสดงตัวตน แจ้งข้อมูลข่าวสาร และประชาสัมพันธ์เว็บไซต์

Google Blogger เป็น การให้บริการสร้างและใช้งาน Blog ที่ง่ายมากๆ (น่าจะง่ายที่สุดแล้ว) ซึ่งเราสามารถที่จะสร้าง Blog บนโฮสติ้งของเรา หรือของทาง Google ก็ได้

4. Google Products

เป็นเสมือนชอปปิ้งมอลล์ออนไลน์ของ Google ซึ่งคนสามารถทำการค้นหาสินค้าที่ต้องการ และคลิ๊กเข้าไปยังเว็บไซต์เพื่อสั่งซื้อได้ทันที โดยถ้าหากว่าเว็บไซต์ของเรามีการขายสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็สามารถนำสินค้าของเราขึ้นไปแสดงบน Google Products ได้ฟรีๆ แบบไม่จำกัดจำนวน ทำให้เรามีโอกาสที่จะขายสินค้าได้มากขึ้น

5. Google Alert

เวลาที่มีคนพูดถึงบริษัทของเรา หรือตัวของเรา บนอินเตอร์เน็ต Google Alert ก็จะทำการส่งข้อมูลมาให้เราได้อ่าน ทำให้เราสามารถติดตามสิ่งที่คนทั่วไปคิดกับเราและบริษัทของเราได้ ยิ่งถ้าหากว่าทางบริษัทได้จัดทำแคมเปญอะไรใหม่ๆ เราก็สามารถติดตามความคิดเห็นจากคนทั่วไปได้อย่างง่ายๆด้วย
Google Alert ครับ

6. Google Group

เราสามารถเข้าไปค้นหาสิ่งที่ตลาดและลูกค้าของเรากำลังต้องการได้ ด้วยการเข้าไปศึกษาข้อมูลจากกลุ่มคนที่มีความสนใจในสินค้าของเรา และ Google Group ก็เป็นแหล่งที่รวบรวมกลุ่มคนหลากหลายประเภทมาไว้ในที่เดียวครับ

7. Google Trend

เป็นบริการที่ Google ทำการรวบรวมสถิติการใช้ Keywords ในการค้นหาบน Google.com ของทุกคน แล้วนำมาแสดงแนวโน้มการใช้งาน Keywords ต่างๆ ว่าในแต่ละพื้นที่มีแนวโน้มการใช้งานขึ้นลงอย่างไร

เราสามารถวิเคราะห์แนวโน้มของตลาดออนไลน์ได้ ด้วยการค้นหาและดูแนวโน้มการพิมพ์ Keywords ต่างๆบน Google ด้วย Google Trend นี้ครับ

8. Google Sitemap

ทุกครั้งที่เราได้ทำหน้าเว็บไซต์เพิ่มเติมขึ้นมา เราสามารถใช้งาน Google Sitemap เพื่อทำการแจ้งให้ Google ทราบ และเข้ามาเก็บข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว บริการ Google Sitemap นี้เป็นประโยชน์อย่างมากกับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของเราครับ

9. Google Toolbar

จำเป็นมากสำหรับใครที่ต้องการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เพราะ Google จะแสดงค่า PR หรือ ค่าความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ผ่านทาง Google Toolbar ถ้าหากว่าค่า PR ยิ่งมาก เว็บไซต์ของเราก็ยิ่งมีโอกาสแสดงบน Search Engine มากขึ้น

และนอกจากเราจะดูค่า PR ของเว็บไซต์ของเราแล้ว เราก็ยังสามารถใช้ Google Toolbar ในการดูค่า PR ของเว็บไซต์คู่แข่งของเราได้ด้วยครับ

10. Google Docs & Spreadsheets

ให้บริการจัดการเอกสารต่างๆแบบออนไล์ "Google Docs"(คล้ายๆกับโปรแกรม MS-Word แต่นี่เป็นการเพิ่มฟังค์ชั่นการเก็บข้อมูลออนไลน์เข้าไปด้วย) และที่สำคัญเราก็สามารถใช้ Google Docs นี้ในการสร้างเอกสารแบบ PDF ได้อีกด้วย

และสำหรับ Google Spreadsheets ก็จะเป็นบริการจัดการ Spreadsheets (เหมือน MS-Excel) แบบออนไลน์ ซึ่งเราสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ที่มีอินเตอร์เน็ตครับ

ความสะดวกสบายอีกอย่างที่ Google แถมมาให้ก็คือ ถ้าหากเรามี Account กับ Google อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นAccount ของบริการไหนก็ตาม เราก็สามารถใช้ Account เดิมนั้น เพื่อเข้าไปใช้งานบริการอื่นๆได้ทันทีครับ

สุดท้ายก็หวังว่า คุณจะลองเข้าไปศึกษาบริการฟรีแต่ละอย่างของ Google นี้ แล้วนำสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ไปประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ของเพื่อนๆนะครับ สำหรับผม ผมบอกได้คำเดียวว่า บริการทุกอย่างมีประโยชน์ และคุ้มค่ากับการใช้งานมากๆครับ

ตราวุทธิ์

www.trawut.com

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Check Your Income

การบริหารเวลาการทำงานที่ดีนั้น เป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในธุรกิจของเรา ไม่ว่าธุรกิจนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตหรือ eBusiness นั้น การบริหารและจัดการเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่า บนโลกอินเตอร์เน็ตนั้น มีอะไรหลายอย่างให้เราทำ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะทำให้เราหลงใหลไป และทำงานได้เต็มที่

ข้อผิดพลาดในการบริหารเวลาทำงานอย่างหนึ่งของคนที่ทำ eBusiness ก็คือ การเข้าไปตรวจสอบรายได้อยู่บ่อยๆว่า ได้รับเงินเท่าไหร่แล้ว เพราะว่าด้วยลักษณะเฉพาะของ eBusiness ทำให้เราสามารถที่จะดูรายได้ของเราที่เพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา ในแบบที่เกือบเรียกได้ว่า แบบ real time ครับ

คุณเคยลองถามตัวเองบ้างไหมครับว่า ใน 1 วันนั้น เราเปิด Amazon, CJ, Clickbank, Paypal หรือเว็บอื่นๆ เพื่อตรวจสอบรายได้ของเราวันละกี่หนกัน

ความจริงก็คือ เกือบทุกคนนั้นจะทำการตรวจสอบรายได้ของตนเองมากกว่า 1 ครั้งต่อวันขึ้นไป บางคน 10-20 ครั้งต่อวันก็มี พอว่างเมื่อไหร่เป็นต้อง login เข้าไปดูรายได้เสมอๆ

จริงๆแล้ว การตรวจสอบรายได้ของเรานั้นเป็นสิ่งที่ควรทำครับ แต่ว่าข้อผิดพลาดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ เราทำการตรวจสอบรายได้ในแต่ละวันมากเกินไป

อย่างที่คุณก็คงทราบดีกันอยู่ลึกๆในใจครับว่า การ login เข้าไปดูรายได้ของเราบ่อยๆนั้น ไม่ได้ช่วยทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใดเลย กลับจะเป็นการทำให้เราเสียเวลาที่จะต้อง login เข้าไป แล้วก็ไปดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว เราก็จะไม่ได้เริ่มทำงานที่เราต้องทำสักที

ดังนั้นผมแนะนำว่า เราควรจะเข้าไปดูรายได้ของเราเพียงแค่วันละ 1 ครั้งเท่านั้น และไม่ควรเข้าไปดูก่อนเริ่มทำงาน ควรเข้าไปดูหลังจากที่เรา ทำงานตามที่วางแผนไว้ เช่น หา Keywords ให้ได้ 1,000 คำ หาสินค้าใหม่มาโฆษณา เป็นต้น ให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน และถ้าหากเราทำงานเสร็จไม่ทันในแต่ละวัน เราก็ไม่ควรเข้าไปดูรายได้ของวันนั้นครับ

การเข้าไปดูรายได้ของเราวันละ 1 ครั้ง เมื่อเราทำงานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่เพียงแต่จะทำให้ เราทำงานต่างๆเสร็จได้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่งานทุกอย่างที่เราทำเสร็จนั้น ก็จะมีคุณภาพมากขึ้นด้วย เพราะถ้าหากเราเข้าไปดูรายได้ของเราก่อนเริ่มทำงาน แล้วพบว่า

1. เรามีรายได้เข้ามามาก เลือดเราก็จะสูบฉีดแรง เราจะมีความสุขมากจนไม่อยากทำอะไร จะนั่งคิดเพียงอย่างเดียว และรู้สึกว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว ไม่อยากทำอะไรแล้ว และที่สำคัญก็คือ เราจะคอยหมั่นเข้าไปเช็ครายได้ของเราอีกบ่อยๆเวลาทำงาน เพราะว่า จะทำให้เรามีความสุข และความภูมิใจ ทำให้จิตใจของเราไม่มีสมาธิอยู่กับงานที่ทำเท่าที่ควร จิตใจวนเวียนคิดแต่เรื่องรายได้ที่ได้รับ

2. เรามีรายได้ไม่มาก หรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง นั่นจะทำให้อารมณ์ความต้องการ ทำงานของเราหมดไป เราจะเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย รู้สึกว่าทำไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่ได้เงินสักที สุดท้ายแล้ว เราจะไม่อยากทำงาน แล้วก็จะคิดว่า ขอไปทำพรุ่งนี้ต่อละกัน หรือ ถ้าหากใครที่ทำงานต่อ ก็ไม่สามารถทำงานได้ดีเท่าที่ควร เพราะจิตใจนั้นไม่จดจ่ออยู่กับงานที่ทำเสียแล้ว จะไปหมกหมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่ว่า ทำไมเราถึงยังไม่ประสบความสำเร็จสักที

แต่ว่า ถ้าหาก เราทำงานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยในแต่ละวัน แล้วเราค่อยเข้าไปดูรายได้ของเรานั้น งานที่ทำเสร็จก็จะออกมาดีขึ้น และรวดเร็วขึ้นครับ และเราก็ไม่ต้องไปเสียเวลาครุ่นคิดถึงเรื่องรายได้มากนัก เพราะถ้าหากเราดูรายได้หลังจาก ทำงานทุกอย่างเสร็จ เวลาที่ดูรายได้ ก็คงเป็นเวลาใกล้เข้านอนแล้ว ดังนั้น พอดูเสร็จ เราก็จะนอน พอตื่นเช้ามาวันรุ่งขึ้น เราก็จะตื่นมาพร้อมกับความสดใส และพร้อมเต็มที่ที่จะทำงานของวันนี้ให้เสร็จอีกครั้งหนึ่ง

คำโบราณกล่าวว่า "ความสำเร็จนั้นไม่ใช่ผลลัพธ์ แต่เป็นสิ่งที่เรากระทำทุกอย่างเพื่อให้เราไปถึงผลลัพธ์ที่ต้องการ"

ดังนั้น ขอให้คุณอย่าใส่ใจกับผลลัพธ์มากนัก ให้ใส่ใจกับงานที่ต้องทำมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์จะดีหรือไม่ดีนั้น ก็ขึ้นอยู่กับงานที่เราทำนั่นเองครับ ถ้าหากเราทำงานได้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ย่อมดีขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน และเราย่อมประสบความสำเร็จแน่นอนครับ
สู้ๆครับ
ตราวุทธิ์

เรียนรู้เทคนิคการขายสินค้ากับ Amazon + PPC ,SEO

ทำ seo ด้วย wp ง่ายนิดเดียวลองดู

Manager Online - เกม

Manager Online - Cyberbiz

Drinkwell Pet Fountain Cleaning